วันอังคารที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2559

ข้อสอบ
เรื่อง Microsoft  Publisher  
1. ซอฟต์แวร์ คือ
ก. โปรแกรมชุดของคำสั่งที่ควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์
ข. อุปกรณ์เทคโนโลยีระดับสูง
ค. โปรแกรมแก้ปัญหาทุกอย่างของมนุษย์
ง. อุปกรณ์ที่ทำหน้าเสมือนสมองกล
2. ข้อใดไม่ใช่ระบบปฏิบัติการ
ก. ระบบปฏิบัติการดอส
ข. ระบบปฏิบัติการไมโครซอฟท์เวิร์ด
ค. ระบบปฏิบัติการไมโครซอฟต์วินโดวส์
ง. ระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์
3. ชนิดของซอฟต์แวร์ (software) มีทั้งหมดกี่ชนิด
ก. มี 1 ชนิด 1.ซอฟต์แวร์ระบบ
ข. มี 2 ชนิด 1.ซอฟต์แวร์ระบบ 2.ซอฟต์แวร์ประยุกต์
ค. มี 3 ชนิด 1.ซอฟต์แวร์ระบบ 2.ซอฟต์แวร์ ประยุกต์ 3.ซอฟต์แวร์บุคคล
ง. มี 4 ชนิด 1.ซอฟต์แวร์ระบบ 2.ซอฟต์แวร์ประยุกต์ 3.ซอฟต์แวร์บุคคล 4. ซอฟต์แวร์ บริหาร
4. ซอฟต์แวร์ประมวลคำ คือข้อใด
ก. word processing software
ข. spreadsheet software
ค. database management software
ง. presentation software
5. ซอฟต์แวร์ตารางทำงาน
ก. word processing software
ข. spreadsheet software
ค. database management software
ง. presentation software
6. ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล
ก. word processing software
ข. spreadsheet software
ค. database management software
ง. presentation software
7. ซอฟต์แวร์นำเสนอ
ก. word processing software
ข. spreadsheet software
ค. database management software
ง. presentation software
8. ซอฟต์แวร์สื่อสาร
ก. word processing software
ข. spreadsheet software
ค. database management software
ง. communication software
9. ซอฟต์แวร์นำเสนอ คือข้อใด
ก. Microsoft Excel
ข. Microsoft Access
ค. Microsoft Outlook
ง. Microsoft PowerPoint
10. โปรแกรมวินโดวส์ เป็นซอฟต์แวร์ประเภทใด
ก. ซอฟต์แวร์ระบบ
ข. ซอฟต์แวร์ประยุกต์
ค. ซอฟต์แวร์สำเร็จ
ง. ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นใช้งานเฉพาะ
11. โปรแกรมเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต คือโปรแกรมใด
ก.Microsoft Word
ข.Internet Explorer
ค.Google Chrome
ง.ถูกทั้ง ข และ ค
12. ข้อใดคือ URL เว็บไซต์ครูเชียงราย
ก. www.kruchiangrai.ac.th
ข. www.kruchiangrai.co.th
ค. www.kruchiangrai.net
ง. www.kruchiangrai.com
13. นักเรียนได้รับประโยชน์จากการใช้งานคอมพิวเตอร์ในด้านใดมากที่สุด
ก. ด้านการศึกษา ด้านความรู้ ด้านการใช้งาน
ข. ด้านการเงิน / การธนาคาร
ค. ด้านความบันเทิง
ง. ด้านสุขภาพและการออกกำลังกาย
14. ข้อใดคือความหมายของ ฮาร์ดแวร์ ?
ก. โปรแกรมที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน
ข. ส่วนประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์
ค. ขั้นตอนในการปฏิบัติงาน
ง. บุคลากรที่ทำงานกับคอมพิวเตอร์
15. ข้อใด คือ ฮาร์ดแวร์
ก. เกมคอมพิวเตอร์
ข. เมาส์
ค. แป้นพิมพ์
ง. ถูกทั้ง ข และ ค
16. ข้อใดคือ ซอฟต์แวร์
ก. ครูสอนคอมพิวเตอร์
ข. ไวรัสคอมพิวเตอร์
ค. กล้องถ่ายภาพดิจิตอล
ง. พนักงานคอมพิวเตอร์
17. ข้อใดคือ ซอฟต์แวร์
ก. ครูสอนคอมพิวเตอร์
ข. โปรแกรมMicrosoft PowerPoint
ค. กล้องถ่ายภาพดิจิตอล
ง. พนักงานคอมพิวเตอร์
18. ข้อใด คือระบบปฏิบัติการ
ก.  Microsoft Windows7
ข.  Microsoft Windows8
ค.  Microsoft Windows XP
ง.  ถูกทุกข้อ
19. ข้อใด ไม่ใช่ระบบปฏิบัติการ
ก.  Android
ข.  Linux
ค.  Windows Mobile
ง.  ถูกทุกข้อ คือ ปฏิบัติการ
20. ผู้ก่อตั้งและผู้สร้างFacebook.com คือใคร
ก.  ฟาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก
ข.  มาร์ค คาลเบิร์ก
ค.  มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก
ง.  มาร์ค คาลเบิร์ก

วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

   ขั้นตอนการสร้าง Blogger
ขั้นตอนที่ 1

     เข้าไปที่เว็บ http://www.blogger.com จะขึ้นหน้าจอตามรูปตรับ


ขั้นตอนที่ 2

     จากนั้นทำการสมัคร (สำหรับบุคคลที่ยังไม่มี Gmail ) ถ้ามีแล้วให้ล๊อกอินได้เลยครับ
   

ขั้นตอนที่ 3

     ให้กรอกข้อมูลตามความเป็นจริงนะครับ





ขั้นตอนที่ 4

     คลิกที่ปุ่มสร้างบล๊อกใหม่ตามรูปครับ

 ขั้นตอนที่ 5

     พอคลิกแล้วจะขึ้นตามรูปนะครับ    จากนั้นให้กรอกข้อมูลลงไปครับ      เลือกแม่แบบตามใจชอบได้เลยครับ

ขั้นตอนที่ 6

    คลิกปุ่มตามรูปเลยครับ

ขั้นตอนที่ 7

    ใส่ข้อมูลต่างๆเลยครับ

ขั้นตอนที่ 8

     คลิกปุ่ม "แสดงตัวอย่าง" ถ้าชอบแล้วกดบันทึกได้เลยครับ





 ความหมายของ Blogger


         ความหมายของคำว่า Blog ก็คือการบันทึกบทความของตนเอง (Personal Journal) ลงบนเว็บไซต์ โดยเนื้อหาของ blog นั้นจะครอบคลุมได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวส่วนตัว หรือเป็นบทความเฉพาะด้านต่าง ๆ เช่น เรื่องการเมือง เรื่องกล้องถ่ายรูป เรื่องกีฬา เรื่องธุรกิจ เป็นต้น โดยจุดเด่นที่ทำให้บล็อกเป็นที่นิยมก็คือ ผู้เขียนบล็อก จะมีการแสดงความคิดเห็นของตนเอง ใส่ลงไปในบทความนั้น ๆ โดยบล็อกบางแห่ง จะมีอิทธิพลในการโน้มน้าวจิตใจผู้อ่านสูงมาก แต่ในขณะเดียวกัน บางบล็อกก็จะเขียนขึ้นมาเพื่อให้อ่านกันในกลุ่มเฉพาะ เช่นกลุ่มเพื่อน ๆ หรือครอบครัวตนเอง หรือ เรียกง่าย ๆ สั้น ๆ ก็คือ Blog คือเว็บไซต์ที่มีรูปแบบเนื้อหาเป็นเหมือนบันทึกส่วนตัวออนไลน์ มีส่วนของการ comments และก็จะมี link ไปยังเว็บอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วยบล็อก (อังกฤษ: blog) หรือ เว็บล็อก (weblog) เป็นหน้าเว็บประเภทหนึ่ง ซึ่งคำว่า blog ย่อมาจากคำว่า weblog หรือ web log โดยคำว่า weblog นั้นมาจาก web (เวิลด์ไวด์เว็บ) และ log (ปูม, บันทึก) รวมกัน หมายถึง บันทึกบนเวิล์ดไวด์เว็บ นั่นเอง


 Bloggerใช้ทำอะไร

Blogger เป็นอีกหนึ่งบริการของ Google ที่จะช่วยให้คุณมีพื้นที่สำหรับเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ที่คุณต้องการในลักษณะของ blog หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นบริการที่ให้คุณสามารถมีเว็บไซต์ส่วนตัวโดยไม่มีค่าใช้จ่ายก็ได้  สำหรับคนที่อยากมีเว็บไซต์ส่วนตัว แต่ไม่อยากมีค่าใช้จ่าย blogger สามารถช่วยคุณได้ หากคุณต้องการใช้  blogger เพียงแค่สมัคร Gmail ก็สามารถสร้าง blog ได้อย่างมากมาย (สมัคร Gmail เพียง Account เดียว สามารถสร้าง blogger ได้หลาย blog)

นอกจากนี้การสร้าง blog ด้วย blogger นั้นเชื่อมโยงพื้นที่เก็บรูปภาพเข้ากับ picasa ซึ่งเป็นบริการด้านภาพถ่าย ทำให้คุณมีพื้นที่เขียน blog และพื้นที่เก็บรูปภาพที่สัมพันธ์กัน สำหรับรูปแบบของชื่อจะมีลักษณะดังนี้ http://android-apps24.blogspot.com/ ซึ่งจะเห็นว่าไม่มี www และด้านหลังชื่อจะมี .blogspot.com ต่อท้าย

blogger นั้นมีเทมเพลท (Template) ให้คุณเลือกใช้งานอยู่พอสมควร ทำให้ลดระยะเวลา และขั้นตอนในการออกแบบไปได้มากทีเดียว แต่ถึงแม้จะเป็นเทมเพลท คุณก็ยังสามารถปรับแต่งเทมเพลตได้ละเอียดเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นความกว้าง สีที่ใช้กับส่วนต่าง ๆ ขนาดตัวอักษร หรือแม้จะเป็นการกำหนดจำนวนคอลัมน์ก็สามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงไม่กี่ขั้นตอน นอกจากนี้หากคุณมีความเข้าใจภาษา HTML คุณจะสามารถปรับแต่ง blogger ได้ละเอียดมากขึ้น หรือมีความสวยงามเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

การเขียนเนื้อหาของ blogger นั้นมีเครื่องมือในการเขียนบทความเหมือนกับชุดเครื่องมือในโปรแกรมประมวลผลคำต่าง ๆ เช่น จัดตำแหน่งข้อความ, แทรกรูปภาพ, ปรับแต่งตัวอักษรเป็นต้น เรียกได้ว่าเมื่อคุณลงมือเขียนบทความ คุณจะรู้สึกเหมือนใช้โปรแกรมประมวลผลคำในการพิมพ์เอกสาร ซึ่งช่วยให้คนที่ไม่มีความรู้ในการเขียน Source Code สามารถสร้างเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น

          Webblog กับ Website ต่างกันอย่างไร
  1. Website ต้องมี Domain Name และ Hosting เป็นของตนเอง และเสียค่าใช้จ่าย ส่วน Webblog นั้นเราสามารถสมัครใช้บริการได้ฟรี แต่เราต้องใช้ Domain ของผู้ให้บริการ Webblog นั้น ๆ อยู่ในชื่อ domain ของเราด้วย เช่น http://ninetechno.blogspot.com  เป็นต้น
  2. Website คุณสามารถสร้างรูปแบบของเว็บไซต์ได้เองมีความยืดหยุ่น ส่วน Webblog นั้นมี Template ให้เลือก โดยการเขียน blog ก็จะมีโครงสร้างที่ตายตัวไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้มากนัก
  3. Website หากคุณต้องการเขียนเองต้องเรียนรู้ภาษาคอมพิวเตอร์หลายภาษาอยู่พอสมควร แต่ Webblog คุณเพียงแค่เรียนรู้การใช้งานเล็กน้อยคุณก็สามารถใช้งานได้

          Webblog ทำอะไรได้บ้าง
  1. ทำเป็นเว็บไซต์ส่วนตัว
  2. ไม่ค่อยเกิดปัญหาเรื่องเว็บล่ม
  3. เขียนเรื่องราวต่าง ๆ และแบ่งปันให้กับผู้อื่น
  4. หารายได้กับ google เช่น การเขียนบทความ และนำโฆษณาของ google มาติดลง webblog ของตนเอง
  5. ทำธุรกิจที่เรียกว่า E-commerce ก็พอจะใช้ได้อยู่บ้างครับ
       รายละเอียดคร่าว ๆ พอเข้าใจเกี่ยวกับ Blogger กันแล้ว บทความต่อ ๆ ไปเราจะมาดูวิธีการใช้งานกันครับ

ข้อดีของBlogger

  1. เจ้าของบล็อกมีอิสระที่จะนำเสนออะไรก็ได้  ที่ไม่ไปก้าวล่วงบุคคลอื่น ที่ไม่ผิดกติกาของผู้ให้บริการบล็อกที่เราทำอยู่  รวมถึงไม่ผิดกฎหมาย ศีลธรรม และประเพณีที่ดีงาม ซึ่งถ้าเราใช้จริยธรรมในใจกำกับ กฎเกณฑ์ต่างๆก็ขึ้นอยู่ที่เราจะกำหนดเอง
  2. เปิดโอกาสให้ Blogger ได้รับฟัง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้โดยอิสระ ซึ่งตัว Blog เองจะรับไว้ แต่ตัว Blogger จะไม่อ่าน จะตอบ หรือ จะลบ ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของเจ้าของบล็อก(หรือ Blogger) แต่ก็ไม่ลดสิทธิ์ที่ผู้ให้บริการบล็อกจะเข้ามาช่วยดูแลในกรณีฉุกเฉิน หรือมีปัญหาที่ต้องดำเนินการ
  3. ในด้านเทคนิคเจ้าของบล็อกสามารถปรับแต่งบล็อกให้เป็นรูปแบบที่ตนต้องการได้โดยไม่ต้องมีความรู้ในเรื่องภาษาคำสั่งของโปรแกรมมากมาย อาศัยเพียงบทเรียนง่ายๆ จากการสังเกต การทดลอง และสามัญสำนึกช่วยก็สามารถทำเองได้ หรืออาจขอความช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆจากผู้ที่มีประสบการณ์ก็สามารถเข้าไปแก้ไข Source Code ได้ด้วยตนเอง
  4. สามารถสร้างเครือข่ายชุมชนสัมพันธ์ระหว่าง Blogger ที่มีความคิดเห็น ความสนใจ หรือ มีความรู้สึกนึกคิดร่วมกันได้
  5. ช่วยเป็นกระบอกเสียง ในการทำการประชาสัมพันธ์ในเรื่องต่างๆ รวมไปถึงผลงานให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นได้ ซึ่งหากบุคคล นักธุรกิจ คนดัง นักร้อง ค่ายเพลง นักแสดง หมอดู นักการเมือง องค์กร ห้างร้านสนใจมาทำบล็อกก็จะได้ประโยชน์ในเรื่องการตลาดอย่างมาก หากใช้อย่างมีเป้าหมาย มีการวางแผน ด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และบริหารบล็อกอย่างมืออาชีพ หรือด้วยมืออาชีพ
  6. เปิดโอกาสให้เจ้าของบล็อกทำธุรกิจได้ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่หารายได้จากการจำหน่ายสินค้า บริการ หรือ หารายได้จากการเป็นสมาชิก การลงโฆษณา ก็ตาม
  7. ได้พื้นที่ใช้งานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย แถมมีคนคอยบริการ ให้ช่วยเหลือเมื่อมีปัญหาทางด้านเทคนิค หรือปัญหาทั่วๆไปที่เกี่ยวกับ บล็อก
  8. ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือ สิ่งเก่าๆ ที่ยังไม่รู้ ให้รู้มากขึ้น จากการนำมาแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน
  9. ได้มิตรภาพใหม่ๆ จากความสัมพันธ์กับคนในชุมชนบล็อก กับเพื่อนของบล็อกเกอร์ และ เพื่อนของเพื่อนของบล็อกเกอร์ …..
  10. ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสารกับครอบครัว เพื่อนฝูง เมื่อยามห่างไกลกัน
  11. เปิดโอกาสให้เจ้าของบล็อกได้แสดงออกถึงความสามารถ ความคิดเห็นได้อย่างไม่เคยมีมาก่อน บางท่านอาจจะกลายเป็นคนดังได้ เช่น คุณ kittinun ป้ามด และอีกหลายๆท่าน
  12. เปิดโอกาสให้ประชาชนคนธรรมดา กลายเป็นผู้สื่อข่าวได้ เพียงแค่นำเรื่องใกล้ตัวที่น่าสนใจ น่าตระหนัก มาเสนอในช่วงเวลาที่เหมาะสม
  13. เปิดโอกาสให้บล็อกเกอร์ได้แสดงตัวตนที่เป็นตัวเอง หรืออาจจะเป็นด้านที่ไม่มีใครรู้มาก่อนได้ แม้จะอยู่ชื่อแฝง หรือจะอยู่ในชื่อจริงก็ตาม
  14. เป็นไดอารี่บันทึกประจำวัน เป็นที่เก็บข้อมูลประจำครอบครัว ประจำสถาบัน หรือแม้กระทั่งใช้เป็นจดหมายเหตุก็สามารถทำได้
  15. สามารถใช้เป็นที่พบปะสังสรรค์เพื่อนเก่า เครือญาติ ศิษย์เก่าสถาบันต่างๆ
  16. เก็บไว้เป็นที่ระลึกถึงตัวเอง,ถึงคนอันเป็นที่รัก ,ที่ชัง ,ครอบครัว ,เพื่อน ,คนอื่นๆ รวมไปถึงสัตว์เลี้ยง,พืช,งานอดิเรก,ของรักของหวง รวมถึงเหตุการณ์ที่น่าจดจำรำลึก ในยามที่เลิกหรือไม่ได้ทำบล็อกแล้ว
  17. เป็นแหล่งข้อมูลความรู้ ให้บุคคลอื่นเข้ามาค้นคว้าศึกษาได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
  18. เปิดโอกาสให้ผู้ที่อาจจะต้องอยู่ในมุมมืด เช่นผู้มีอาชีพพิเศษ นักโทษ ผู้ที่ไม่ต้องการเผยตัว ได้ใช้เป็นเวทีแสดงออกและแลกเปลี่ยน เรื่องราว ความคิดเห็น แนวทาง โดยไม่จำเป็นต้องเผยชื่อ
  19. เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน มาอยู่ร่วมในชุมชนเดียวกัน เพิ่มโอกาสให้มีการปรับแนวทางความคิด ความเข้าใจซึ่งกันและกัน และอาจจะนำไปสู่ความรู้รักสามัคคี และการสมานฉันท์ ในการนำส่วนที่ดีมาใช้ร่วมกันได้
  20. ใช้เป็นเครื่องมือในการทำงาน เช่นกรณีของการนำเสนอข่าวอย่างฉับไว เจาะลึก มีพร้อมทั้งภาพและเสียง ผ่านสื่อต่างๆหลายรูปแบบ ซึ่งในเครือ The Nation ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้
  21. ใช้เป็นศูนย์รวมการให้ความรู้ การศึกษาวิชาการ วิชาชีพ ศิลปะ การติว การให้การบ้าน การส่งการบ้าน ของครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา บุคคลทั่วไป
  22. ใช้สร้างการรวมกลุ่มของชุมชนออนไลน์ขนาดย่อยๆ เพื่อการระดมความคิด พบปะพูดคุย ปรึกษาธุระ หรือแสดงผลงานร่วมกัน เช่น ร้อยแก้ว ร้อยกรอง วรรณกรรม การ์ตูน งานศิลปะอื่นๆ ตามแต่ความสนใจของกลุ่มนั้นๆ ซึ่งในบางกรณีผู้ใช้งานสามารถกำหนด password ในการเข้าบล็อกของกลุ่มเพื่อรักษาความลับไม่ให้รั่วไหลได้อีกด้วย
  23. ใช้เป็นสถานีวิทยุออนไลน์ ให้บริการข่าว ฟังเพลง ตลอด 24 ชั่วโมง

ข้อเสียของBlogger

  1. บล็อกเกอร์มีอิสระในการนำเสนอ โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบจากใครก่อน อาจโพสเรื่องที่ไม่เหมาะสม เรื่องที่หมิ่นเหม่ หรือ เข้าข่ายผิดกฎหมาย ผิดประเพณีและศีลธรรมอันดีได้ จึงต้องมีกติกาให้ตัวเอง หรือใช้จริยธรรมของแต่บุคคล ความมีเหตุมีผล ความระมัดระวัง รอบคอบ ของบล็อกเกอร์มากำกับไว้เอง
  2. ผู้ให้บริการบล็อก ไม่สามารถกลั่นกรองเนื้อหาได้ 100% เว้นแต่จะสร้างระบบกรองคำหยาบ คำต้องห้ามไว้เพื่อให้มีการตรวจทานก่อนเผยแพร่ อาจมีความเสี่ยงเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายไปด้วยหากมีบล็อกเกอร์โพสข้อความ รูปภาพ ไม่เหมาะสมแล้วมีการฟ้องร้องขึ้นมา
  3. ในทางปฏิบัติ ผู้ให้บริการบล็อก ไม่สามารถบังคับหรือกำหนดแนวทางให้บล็อกเกอร์นำเสนอได้ แม้จะโปรโมทให้ ok nation เป็นสังคมของ CJ Citizen Jouranalist แต่ก็เป็นที่ยอมรับกันว่า จะไม่สามารถอยู่ได้หากไม่มีบล็อกเกอร์ที่ทำบล็อกในแนวอื่น ซึ่งเปรียบเสมือนมีคอมลัมน์หลากหลายในหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับ จึงน่าจะถือว่า เป็นเรื่องของการสร้างชุมชนที่ดีร่วมกัน
  4. เนื้อหาที่อยู่ในบล็อก หากไม่ใช่ผลงานวิจัย หรือ วิทยานิพนธ์ ที่ทำตามหลักวิชาการ หรือ ตัวบทกฎหมาย ก็อาจมีความน่าเชื่อถือน้อยถึงน้อยมาก
  5. ความน่าเชื่อถือของข้อมูลขึ้นกับความน่า เชื่อถือของบล็อกเกอร์ มากกว่าตัวข้อมูลเอง หากเกิดความผิดพลาดใดๆ ผู้ที่นำข้อมูลไปใช้อ้างอิง อาจประสบปัญหาได้
  6. เปิดโอกาสให้พวกป่วนเข้ามาเปิดบล็อก ก่อกวน
  7. เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน มาอยู่ร่วมในชุมชนเดียวกัน เพิ่มโอกาสให้มีการแสดงออกถึงการขัดแย้งอย่างไม่มีเหตุผล สร้างความไม่สามัคคี ทะเลาะกันได้ หากไม่ใช้การวางจิตเป็นกลาง ไม่นำเหตุและผลมาโต้แย้งกันโดยสันติ
  8. เปิดโอกาสให้มีการเผยแพร่ กระจายข่าวปั้นแต่ง ข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวยั่วยุ
  9. การที่มีบล็อก และเรื่องใหม่ๆมากมายในแต่ละวัน การนำเสนอเรื่องเดิมซ้ำๆกันอาจเกิดขึ้นได้ เช่นการนำ ข้อความจากฟอร์เวิร์ดเมล์ มาโพส เป็นต้น

BloggerกับWebsite ต่างกันอย่างไร

Blog จะแตกต่างจากเว็บไซต์แบบ Static ตรงที่ Blog จะมีเรื่องให้น่าติดตาม ไม่ว่าจะเป็นบทความใหม่ ๆ ที่มีให้อ่านมากกว่า มีพื้นที่ให้ผู้อ่านได้โต้ตอบได้ จนกระทั่งมีผู้กล่าวไว้ว่า Blog จะมาแทนที่เว็บไซต์นิ่ง ๆ ที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนโบรชัวร์ออนไลน์
สำหรับประเด็นที่ทำให้ Blog แตกต่างจากเว็บไซต์ทั่วไป มีดังนี้
1. มีการโต้ตอบกันระหว่างผู้เขียนและผู้อ่านได้ หรือที่เราเรียกว่า  Interactive   นั่นเอง
2. บทความใน Blog จะเขียนในรูปแบบที่เป็นกันเอง และดูเหมือนการสนทนา
มากกว่าในเว็บไซต์
3. ระบบที่ใช้เขียน Blog นั้นง่าย ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเซียนคอมพิวเตอร์
ก็สามารถเขียน Blog ได้
4. อัพเดทได้บ่อยมาก และยิ่งอัพเดทบ่อย จะยิ่งดีต่อการมาเก็บข้อมูลของ Search Engine
จะทำให้ตำแหน่งผลการค้นหาของเราใน Search Engine นั้นสูงตามไปด้วย
5. Blog เป็นรูปแบบหนึ่งของการทำการตลาดแบบไวรัส (Viral Marketing)

Bloggerกับเว็บไซด์สำเร็จรูป ต่างกันอย่างไร


ในสมัยก่อนเราสร้างเว็บไซต์เพื่อนำเสนอข้อมูลของธุรกิจของเรา ส่วนมากก็จะมี ข้อมูลเช่น Company Profile, Our Service, Our Product, About Us, Contact Us ซึ่งข้อมูลต่างๆเหล่านี้ บทความในการเขียนเพื่อใส่ลงในเว็บไซต์ จะใช้ภาษาในรูปแบบ ที่อ่านดูแล้วเป็นทางการ ซึ่งหากเราเขียนบทความในเชิงสนทนา หรือแบบเป็นกันเอง ก็จะทำให้ Website ดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือ 

แต่ในทางตรงกันข้าม สำหรับ Blog เนื้อหาจะเน้นแบบเป็นกันเองมากหน่อยก็ได้ เสมือนเป็นการพูดคุยสนทนา หรือการบอกเล่าเรื่องราวระหว่างเจ้าของ Website กับผู้เยี่ยมชม ... ดังนั้นจะเห็นว่า Website ขององค์กรหรือบริษัทขนาดใหญ่ มักจะมีเมนู "Blog" อยู่เสมอ ซึ่งเมื่อเราคลิกเข้าไปอ่านแล้ว รูปแบบบทความก็จะเป็นภาษาที่เป็นกันเอง อาจจะเป็นรีวิว ของสินค้าหรือบอกเล่ากิจกรรมของบริษัท เป็นต้น

อีกทั้งสิ่งสำคัญที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนคือ "การอัพเดทข้อมูล" ในเว็บไซต์ทั่วไป มักจะไม่นิยมที่จะอัพเดทข้อมูลต่างๆ ในขณะที่เว็บบล็อกมักจะมีการอัพเดทบทความต่างๆอยู่เสมอหรือเป็นครั้งคราว (ขึ้นอยู่กับผู้เขียนบล็อกหรือเจ้าของบล็อก)

"หน้าที่หลักของเว็บไซต์ คือมุ่งเน้นที่จะให้ข้อมูลกับคนดูเพียงอย่างเดียว ในขณะที่ เว็บบล็อก (หรือบล็อก) จะเพิ่มการเกื้อหนุนให้มีการสื่อสารกันระหว่างผู้เข้าชมกับเจ้าของเว็บ"


พรบ.คอมพิวเตอร์

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควร
มีกฎหมาย ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติ
ขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้
                มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐”
                มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
                มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้ “ระบบคอมพิวเตอร์” หมายความว่า
                อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมการทำงานเข้าด้วยกัน โดยได้มีการกำหนดคำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใด และแนวทางปฏิบัติงานให้อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลโดยอัตโนมัติ
                 “ข้อมูลคอมพิวเตอร์” หมายความว่า ข้อมูล ข้อความ คำสั่ง ชุดคำสั่งหรือสิ่งอื่นใดบรรดาที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์
ในสภาพที่ระบบคอมพิวเตอร์อาจประมวลผลได้ และให้หมายความรวมถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรม
ทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย
                “ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์” หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งแสดงถึง
แหล่งกำเนิดต้นทาง ปลายทาง เส้นทาง เวลา วันที่ ปริมาณ ระยะเวลาชนิดของบริการ หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสาร
ของระบบคอมพิวเตอร์นั้น
                “ผู้ให้บริการ” หมายความว่า
                                (๑) ผู้ให้บริการแก่บุคคลอื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่น
                โดยผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการในนามของตนเอง หรือในนามหรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น
                                (๒) ผู้ให้บริการเก็บรักษาข้อมูลคอมพิวเตอร์เพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น
                “ผู้ใช้บริการ” หมายความว่า ผู้ใช้บริการของผู้ให้บริการไม่ว่าต้องเสียค่าใช้บริการหรือไม่ก็ตาม
                “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
                “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
                มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจ
ออกกฎกระทรวง เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
หมวด ๑
ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
                มาตรา ๕ ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้น
มิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
                มาตรา ๖ ผู้ใดล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้อื่นจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะถ้านำมาตรการดังกล่าว
ไปเปิดเผยโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
                มาตรา ๗ ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้น
มิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
                มาตรา ๘ ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อดักรับไว้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น
ที่อยู่ระหว่างการส่งในระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นมิได้มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อให้บุคคลทั่วไป
ใช้ประโยชน์ได้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
                มาตรา ๙ ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น
โดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
                มาตรา ๑๐ ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบ เพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
                มาตรา ๑๑ ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นโดยปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มา
ของการส่งข้อมูลดังกล่าว อันเป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นโดยปกติสุข ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
                มาตรา ๑๒ ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐
                                (๑) ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ไม่ว่าความเสียหายนั้นจะเกิดขึ้นในทันทีหรือในภายหลัง                 และไม่ว่าจะเกิดขึ้นพร้อมกันหรือไม่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท
                                (๒) เป็นการกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์                 หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ                 ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือการบริการสาธารณะหรือเป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์
                หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาท
                ถึงสามแสนบาท ถ้าการกระทำความผิดตาม (๒) เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี
                มาตรา ๑๓ ผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด
ตามมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ หรือมาตรา ๑๑ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
                มาตรา ๑๔ ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
                                (๑) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์
                อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
                                (๒) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ                 โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
                                (๓) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ                 อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
                                (๔) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ                 ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้
                                (๕) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (๑)(๒) (๓) หรือ (๔)
                มาตรา ๑๕ ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๔
                มาตรา ๑๖ ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏ
เป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์
หรือวิธีการอื่นใด ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่ง เป็นการนำเข้าข้อมูล
คอมพิวเตอร์โดยสุจริต ผู้กระทำไม่มีความผิด ความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายในความผิด
ตามวรรคหนึ่งตายเสียก่อนร้องทุกข์ ให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือ บุตรของผู้เสียหายร้องทุกข์ได้ และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหาย
                มาตรา ๑๗ ผู้ใดกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้นอกราชอาณาจักรและ
                                (๑) ผู้กระทำความผิดนั้นเป็นคนไทย และรัฐบาลแห่งประเทศที่ความผิดได้เกิดขึ้นหรือผู้เสียหาย
ได้ร้องขอให้ลงโทษ หรือ
                                (๒) ผู้กระทำความผิดนั้นเป็นคนต่างด้าว และรัฐบาลไทยหรือคนไทยเป็นผู้เสียหายและผู้เสียหาย
ได้ร้องขอให้ลงโทษจะต้องรับโทษภายในราชอาณาจักร


หมวด ๒
พนักงานเจ้าหน้าที่
                มาตรา ๑๘ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๙ เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนและสอบสวนในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิด
ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ เฉพาะที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดและหาตัวผู้กระทำความผิด
                                (๑) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้มาเพื่อให้ถ้อยคำ
                ส่งคำชี้แจงเป็นหนังสือ หรือส่งเอกสาร ข้อมูล หรือหลักฐานอื่นใดที่อยู่ในรูปแบบที่สามารถเข้าใจได้
                                (๒) เรียกข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์จากผู้ให้บริการเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารผ่านระบบคอมพิวเตอร์
                หรือจากบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง
                                (๓) สั่งให้ผู้ให้บริการส่งมอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้บริการที่ต้องเก็บตามมาตรา ๒๖ หรือที่อยู่ในความครอบครอง
                หรือควบคุมของผู้ให้บริการให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่
                                (๔) ทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์จากระบบคอมพิวเตอร์ที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามี
                การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีที่ระบบคอมพิวเตอร์นั้นยังมิได้อยู่ในความครอบครองของพนักงานเจ้าหน้าที่
                                (๕) สั่งให้บุคคลซึ่งครอบครองหรือควบคุมข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์
                 ส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ดังกล่าวให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่
                                (๖) ตรวจสอบหรือเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูล
                 คอมพิวเตอร์ของบุคคลใด อันเป็นหลักฐานหรืออาจใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือเพื่อสืบสวนหาตัวผู้กระทำ
                 ความผิดและสั่งให้บุคคลนั้น| ส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ที่เกี่ยวข้องเท่าที่จำเป็นให้ด้วยก็ได้
                                (๗) ถอดรหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด หรือสั่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเข้ารหัสลับของข้อมูล
                 คอมพิวเตอร์ทำการถอดรหัสลับ หรือให้ความร่วมมือกับพนักงานเจ้าหน้าที่ในการถอดรหัสลับดังกล่าว
                                (๘) ยึดหรืออายัดระบบคอมพิวเตอร์เท่าที่จำเป็นเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการทราบรายละเอียดแห่งความผิด
                 และผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้
                มาตรา ๑๙ การใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยื่นคำร้อง
ต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามคำร้อง ทั้งนี้ คำร้องต้องระบุเหตุอันควรเชื่อได้ว่า
บุคคลใดกระทำหรือกำลังจะกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ เหตุที่ต้องใช้อำนาจ ลักษณะของ
การกระทำความผิด รายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการกระทำความผิดและผู้กระทำความผิด เท่าที่สามารถจะระบุได้ ประกอบคำร้องด้วยในการพิจารณาคำร้องให้ศาลพิจารณาคำร้องดังกล่าวโดยเร็วเมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้ว ก่อนดำเนินการตาม
คำสั่งของศาล ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งสำเนาบันทึกเหตุอันควรเชื่อที่ทำให้ต้องใช้อำนาจตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) มอบให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์นั้นไว้เป็นหลักฐาน แต่ถ้าไม่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครองเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ ณ ที่นั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งมอบสำเนาบันทึกนั้นให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองดังกล่าวในทันทีที่กระทำได้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้เป็นหัวหน้า
ในการดำเนินการตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ  (๘) ส่งสำเนาบันทึกรายละเอียดการดำเนินการและเหตุผลแห่งการดำเนินการให้ศาล
ที่มีเขตอำนาจภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาลงมือดำเนินการ เพื่อเป็นหลักฐานการทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรา ๑๘ (๔) ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และต้องไม่เป็นอุปสรรคในการดำเนินกิจการของเจ้าของ
หรือผู้ครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นเกินความจำเป็น การยึดหรืออายัดตามมาตรา ๑๘ (๘) นอกจากจะต้องส่งมอบสำเนาหนังสือ
แสดงการยึดหรืออายัดมอบให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์นั้นไว้เป็นหลักฐานแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งยึดหรืออายัด
ไว้เกินสามสิบวันมิได้ ในกรณีจำเป็นที่ต้องยึดหรืออายัดไว้นานกว่านั้น ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อขอขยายเวลายึดหรืออายัดได้ แต่ศาลจะอนุญาตให้ขยายเวลาครั้งเดียวหรือหลายครั้งรวมกันได้อีกไม่เกินหกสิบวัน เมื่อหมดความจำเป็นที่จะยึดหรืออายัดหรือครบ
กำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องส่งคืนระบบคอมพิวเตอร์ที่ยึดหรือถอนการอายัดโดยพลัน หนังสือแสดงการยึด
หรืออายัดตามวรรคห้าให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
                มาตรา ๒๐ ในกรณีที่การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตามที่กำหนดไว้ในภาคสองลักษณะ ๑ หรือลักษณะ ๑/๑ แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน พนักงานเจ้าหน้าที่โดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีอาจยื่นคำร้อง พร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลที่มีเขตอำนาจขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นได้ ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการระงับการทำให้แพร่หลายนั้นเอง หรือสั่งให้ผู้ให้บริการระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นก็ได้
                มาตรา ๒๑ ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่พบว่า ข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดมีชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์รวมอยู่ด้วย พนักงานเจ้าหน้าที่อาจยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อขอให้มีคำสั่งห้ามจำหน่ายหรือเผยแพร่ หรือสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นระงับการใช้ ทำลายหรือแก้ไขข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นได้ หรือจะกำหนดเงื่อนไขในการใช้ มีไว้ในครอบครอง หรือเผยแพร่ชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ดังกล่าวก็ได้ชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ตามวรรคหนึ่งหมายถึงชุดคำสั่งที่มีผลทำให้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์หรือชุดคำสั่งอื่นเกิดความเสียหาย ถูกทำลาย ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมขัดข้อง หรือปฏิบัติงานไม่ตรงตามคำสั่งที่กำหนดไว้ หรือโดยประการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงทั้งนี้ เว้นแต่เป็นชุดคำสั่งที่มุ่งหมายในการป้องกันหรือแก้ไขชุดคำสั่งดังกล่าวข้างต้น ตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
                มาตรา ๒๒ ห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่เปิดเผยหรือส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่ได้มาตามมาตรา ๑๘ ให้แก่บุคคลใดความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับการกระทำเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับพนักงานเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่
โดยมิชอบ หรือเป็นการกระทำตามคำสั่งหรือที่ได้รับอนุญาตจากศาลพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใดฝ่าฝืนวรรคหนึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
                มาตรา ๒๓ พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใดกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่ได้มาตามมาตรา ๑๘ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
                มาตรา ๒๔ ผู้ใดล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาตามมาตรา ๑๘ และเปิดเผยข้อมูลนั้นต่อผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
                มาตรา ๒๕ ข้อมูล ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อ้างและรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการสืบพยานได้ แต่ต้องเป็นชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจมีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบประการอื่น
                มาตรา ๒๖ ผู้ให้บริการต้องเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับแต่วันที่ข้อมูลนั้นเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แต่ในกรณีจำเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งให้ผู้ให้บริการผู้ใดเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้เกินเก้าสิบวัน แต่ไม่เกินหนึ่งปีเป็นกรณีพิเศษเฉพาะรายและเฉพาะคราวก็ได้ ผู้ให้บริการจะต้องเก็บรักษาข้อมูลของผู้ใช้บริการเท่าที่จำเป็นเพื่อให้สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการ นับตั้งแต่เริ่มใช้บริการและต้องเก็บรักษาไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับตั้งแต่การใช้บริการสิ้นสุดลง ความในวรรคหนึ่งจะใช้กับผู้ให้บริการประเภทใด อย่างไร และเมื่อใด ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ผู้ให้บริการผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรานี้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท
                มาตรา ๒๗ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่สั่งตามมาตรา ๑๘ หรือมาตรา ๒๐ หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลตามมาตรา ๒๑ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาทและปรับเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละห้าพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
                มาตรา ๒๘ การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้และความชำนาญเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ และมีคุณสมบัติตามที่รัฐมนตรีกำหนด
                มาตรา ๒๙ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีอำนาจรับคำร้องทุกข์หรือรับคำกล่าวโทษ และมีอำนาจในการสืบสวนสอบสวนเฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ในการจับ ควบคุม ค้น การทำสำนวนสอบสวนและดำเนินคดีผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ บรรดาที่เป็นอำนาจของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ หรือพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประสานงานกับพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ให้นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และรัฐมนตรีมีอำนาจ ร่วมกันกำหนดระเบียบเกี่ยวกับแนวทางและวิธีปฏิบัติในการดำเนินการตามวรรคสอง
                มาตรา ๓๐ ในการปฏิบัติหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัวต่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง บัตรประจำตัวของพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์
นายกรัฐมนตรี
                หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากในปัจจุบันระบบคอมพิวเตอร์ได้เป็นส่วนสำคัญ ของการประกอบกิจการ และการดำรงชีวิตของมนุษย์ หากมีผู้กระทำด้วยประการใด ๆ ให้ระบบคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำงานตามคำสั่งที่กำหนดไว้ หรือทำให้การทำงานผิดพลาดไปจากคำสั่งที่กำหนดไว้ หรือใช้วิธีการใด ๆ เข้าล่วงรู้ข้อมูล แก้ไข หรือทำลายข้อมูลของบุคคลอื่น ในระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ หรือใช้ระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ หรือมีลักษณะอันลามกอนาจาร ย่อมก่อให้เกิดความเสียหาย กระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของรัฐ รวมทั้งความสงบสุขและศีลธรรมอันดีของประชาชน สมควรกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้


บทความและสารคดี


ความหมายของบทความ
                บทความ  คือ  ความเรียงที่เขียนขึ้นโดยมุ่งเสนอความคิด ความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริง มีหลักฐานปรากฏชัดเจน เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในขณะนั้น  อีกทั้งผู้เขียนยังได้แทรกข้อเสนอแนะเชิงวิจารณ์หรือสร้างสรรค์เอาไว้ด้วย  บทความเป็นงานเขียนที่ปรากฏคู่กับหนังสือพิมพ์  เพราะบทความเผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์เป็นส่วนใหญ่  บทความเริ่มเป็นที่นิยมเขียนและอ่านกันในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  แต่ก็แพร่หลายอย่างรวดเร็ว  รูปแบบการเขียนบทความคล้ายกับเรียงความ  และถึงแม้เนื้อหาสาระของบทความส่วนใหญ่จะได้จากข่าวสด  แต่วิธีเขียนบทความก็ต่างจากวิธีเขียนข่าวอีกเช่นกัน  ผู้อ่านบทความนอกจากจะได้ความรู้ความคิดแล้วยังได้รับความเพลิดเพลินอีกด้วย
               สรุป  บทความคือความเรียงหรือร้อยแก้วประเภทหนึ่ง  ซึ่งผู้เขียนเสนอสาระที่เป็นข้อเท็จจริง  และความคิดเห็นของผู้เขียนอย่างมีเหตุผล  รวมทั้งเสนอแนวทางแก้ไข และ / หรือ ข้อคิดอย่างมีหลักการที่ดี  (คือต้องมีทั้งหมด 3 อย่าง ข้อเท็จจริง ความคิดเห็น แนวทางแก้ไข/ข้อคิด)  แต่ถ้าบทความสั้น และเขียนทุกวันเป็นประจำ อาจมีแต่ข้อคิด ไม่มีแนวทางแก้ไข

โครงสร้างของบทความ  

         ความนำ

         รายละเอียด

         สรุปประเด็น

        บทความและคอลัมน์ทั่วไป (บางทีอาจเรียกว่า บทวิเคราะห์  ถ้าเป็นการวิเคราะห์เจาะลึกในเรื่องต่าง ๆ  เช่น ข่าว) จะมีลักษณะเป็นพีระมิดหัวตั้ง

วัตถุประสงค์ของบทความ 
                วัตถุประสงค์ของการนำเสนอบทความและบทวิเคราะห์คือ
  1. แสดงทัศนะ
  2. เสนอแนวทางแก้ไข
  3. โต้แย้งแสดงเหตุผล ด้วยภาษาและลีลาน่าเชื่อถือ สุภาพแต่หนักแน่น ไม่แสดงอารมณ์

ลักษณะที่แตกต่างกันและเหมือนกันของบทความ เรียงความ และข่าว
  1. รูปแบบ  เรียงความและบทความมีรูปแบบในการเขียนเหมือนกัน คือ มีโครงเรื่องอัน
ประกอบด้วยส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ คำนำ เนื้อเรื่อง และสรุป หรือคำลงท้าย  การตั้งชื่อหัวเรื่องอาจเหมือนกันหรือคล้ายคลึงกัน  ส่วนข่าวเป็นการเสนอเรื่องรวมหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง สาระสำคัญของข่าวอยู่ที่ย่อหน้าแรกของการเขียนข่าว คือความนำ  ส่วนย่อหน้าต่อๆมา มีความสำคัญลดหลั่นกันลงมาตามลำดับ จนกระทั่งถึงย่อหน้าสุดท้ายอาจตัดทิ้งไปได้โดยไม่เสียความ ถ้าเนื้อที่กระดาษจำกัด
                2.    ความมุ่งหมาย  บทความเขียนขึ้นเพื่อเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่กำลังเป็นที่สนใจของคนทั่วไปในขณะนั้น  ส่วนเรียงความเป็นการเขียนเพื่อมุ่งแสดงความรู้และความคิดเกี่ยวกับเรื่องที่เขียนเป็นสำคัญเท่านั้น  นอกจากนี้ เรียงความมักจะเขียนเพื่อเป็นการฝึกทักษะด้านการแสดงความคิด  ภาษา และการเรียบเรียงข้อมูล  และเพื่อส่งเข้าประกวดแข่งขันชิงรางวัล หรือการสอบ   แต่บทความส่วนใหญ่เป็นการเขียนที่เป็นวิชาชีพที่เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์และนิตยสาร
                3.    เนื้อเรื่อง  หัวข้อเรื่องของบทความต้องทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ อยู่ในความสนใจของผู้อ่านขณะนั้น  เวลาผ่านไปเพียงสัปดาห์หนึ่งหรือมากกว่านั้นก็อาจล้าสมัยไปแล้ว  ส่วนเรียงความจะหยิบยกเอาเรื่องใด ๆ ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมเขียนก็ได้  และหัวข้อเรื่องเดียวกันนี้ก็จะเขียนเมื่อใดก็ได้ ไม่ถือว่าล้าสมัย  ส่วนข่าวมีอายุอยู่เพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้น ถ้าเสนอข่าวช้าไปแม้วันเดียวก็ถือว่า “ตกข่าว” แล้ว
                4.    วิธีเขียน  วิธีเขียนเรียงความนั้นใครๆ ก็รู้จักวิธีการเขียนและสามารถเขียนได้  ส่วนมากเป็นการเขียนแบบเรียบๆไม่โลดโผน  แต่บทความจะต้องมีวิธีเขียนอันชวนให้อ่าน ให้ติดตามเนื้อเรื่อง  ส่วน การเขียนข่าวต้องตอบปัญหา 6 ข้อ คือ ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร และทำไม  ต้องเสนอข่าวเท่าที่เกิดขึ้นจริง เขียนอย่างสั้นและตรงไปตรงมา ไม่มีข้อคิดเห็นของผู้เขียน ไม่มีแม้แต่ชื่อผู้เขียนข่าว และต้องเป็นข่าวสดจริง ๆ
       ภาษา  ภาษาในบทความ เรียงความ และข่าว จะต่างกันอยู่บ้าง  เรียงความจะใช้ภาษาทางการ
       บทความและสารคดีอาจใช้ภาษาทางการ กึ่งทางการ จนถึงสนทนาได้  ส่วนข่าวมีการใช้ภาษาที่แตกต่างกันไปตามสื่อ  ภาษาที่ใช้ในบทความและสารคดีจะต่างจากภาษาข่าว  แต่ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของบทความและสารคดีด้วย

ประเภทต่าง ๆ ของบทความและสารคดี

        สรุปโดยพิจารณาจากจุดประสงค์ของการนำเสนอประกอบ จะแบ่งได้เป็นแบบต่างๆ ต่อไปนี้
  1. เชิงวิชาการ
  2. เชิงวิเคราะห์วิจารณ์
  3. เชิงแสดงความคิดเห็น
  4. เชิงอธิบาย
  5. เชิงบอกเล่า 
        บทความและสารคดีในรูปแบบทางวารสารศาสตร์ หรือบทความในหน้าหนังสือพิมพ์ อันได้แก่ คอลัมน์ต่าง ๆ ซึ่งวิจารณ์ข่าว และ / หรือ แสดงความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ หรือวิเคราะห์เจาะลึกในเรื่องต่าง ๆ  เป็นประจำ อาจแบ่งเป็นแนวต่างๆ  ดังต่อไปนี้
  1. แนวเล่าเรื่อง  (Narrative)
  2. แนววินิจสาร (Interpretative)  แยกออกมาจากแนวเล่าเรื่อง  ต้องตีความ  หาข้อมูล สัมภาษณ์  ฯลฯ  เล่าเรื่องหนัก ๆ ให้น่าสนใจ
  3. แนวสนองปุถุชนวิสัย (Human Interest)  เน้นความเจิดจ้าและภาพในจินตนาการของผู้อ่าน
  4. แนวสืบเสาะพิเศษ หรือเจาะลึก (scoop)
  5. แนววิเคราะห์วิจารณ์  ต่างจากแนวอื่นตรงที่เป็นภววิสัย (Objective) มากกว่า คือพยายามเป็นกลาง ไม่แสดงความคิดเห็นของผู้เขียนด้านเดียว แต่ภาษาไม่จำเป็นต้องเป็นทางการ
การแบ่งประเภทโดยใช้เกณฑ์นี้ต้องระวังเพราะกล่าวปนกันทั้งบทความและสารคดี

ลักษณะที่แตกต่างกันของบทความและสารคดี 
       บทความและสารคดีในวงการหนังสือพิมพ์ปนกัน  (คือไม่ใช่บันเทิงคดี)  ปกติจะเรียกว่าบทความเมื่อลงหนังสือพิมพ์  เรียกว่าสารคดีเมื่อลงนิตยสาร  แต่บทความและสารคดีมีข้อแตกต่างอย่างกว้าง ๆ คือ
       บทความ   มีจุดประสงค์ให้ความคิดเห็น แสดงความคิดเห็นส่วนตัว อาศัยประสบการณ์   มักเขียนเพื่อผู้อ่านทั่วไป จึงเป็นเรื่องพื้น ๆ ทั่ว ๆ ไป  เนื้อหาของความคิดเห็นไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ได้  ในที่นี้หมายถึงบทความทั่วไปในหนังสือพิมพ์  แต่ในความหมายกว้างจะมีบทความวิชาการซึ่งต้องพิสูจน์ได้
       สารคดี   มีจุดประสงค์ให้ความรู้  บอกความจริงที่เป็นอยู่  หรือความรู้ทางวิชาการ  หรือบอกให้
ทราบถึงข้อมูลที่เป็นความจริง โดยมีการอ้างอิง   สารคดีมักเขียนเพื่อผู้อ่านเฉพาะกลุ่ม
นักเขียนบทความโดยมากสังกัดหนังสือพิมพ์ แต่นักเขียนสารคดีอาจเป็นอิสระ 

วิธีเขียนบทความและสารคดีโดยทั่วไป 
          เนื่องจากบทความและสารคดีมีลักษณะและวิธีเขียนที่คล้ายคลึงกันบางส่วน ในที่นี้จะกล่าวถึงรวมกัน
  1. บีบจุดเด่น  (focus)  ของเรื่องให้แคบ  เมื่อเปรียบเทียบกับข่าว  ข่าวจะต้องตอบคำถาม  ใคร-   
ทำอะไร - ที่ไหน - เมื่อไร - อย่างไร - ทำไม   แต่บทความและสารคดีต้องเลือกตอบคำถามข้างต้นเพียงคำถามเดียว
2.    สร้างแก่น  (theme)
3.    สร้างลีลา  (style) เฉพาะตน
4.    สร้างเอกภาพ (unity)
5.    เชื่อมระหว่างย่อหน้า  (transitions)
6.    วิธีสรุป  (ending / conclusion)  จบได้หลายอย่าง  เช่น 
       6.1  จบด้วยเนื้อความย่อ หรือจุดสำคัญ (climax) ของเรื่อง 
       6.2  จบด้วย flashback  ย้อนหลัง  เช่น  ยกเอาประโยคนำ (lead) มาจบ (จะกล่าวต่อไป)
7.    รูปแบบของความนำมีหลายประเภท (จะกล่าวต่อไป)

การตั้งชื่อบทความและสารคดี
                ลักษณะชื่อเรื่องที่ดีโดยทั่วไป คือ เหมาะแก่กาลเทศะ  คมขำ  จำง่าย  คลุมเนื้อเรื่องได้ดีที่สุด
                วิธีตั้งชื่อ
  1. ตั้งชื่อตรงกับเนื้อเรื่อง  หรือจับประเด็นสำคัญ ตรงจุดมุ่งหมาย
  2. ใช้คำคล้องจอง  หรือมีสัมผัส  หรือเล่นคำ
  3. ใช้คำกริยาแสดงอาการน่าสนใจ  หรือใช้คำที่เร้าใจ  ชวนสะดุ้ง
  4. ใช้คำตรงข้ามมาคู่กัน หรือขัดกัน
  5. ใช้คำพังเพย  สุภาษิต  คำคม  คำขวัญ
  6. ตั้งชื่อเรื่องเป็นคำถาม
  7. ตั้งชื่อให้ผู้อ่านร่วมมือปฏิบัติตาม  หรือเข้าถึงผู้อ่านโดยตรง
  8. พรรณนาให้เห็นภาพ  (มักเป็นภาพสวยงาม)
  9. ใช้ชื่อคนเป็นชื่อเรื่อง
                สรุป  การตั้งชื่อเรื่องต้องการความสะดุดใจ (Striking lead)

วิธีขึ้นต้น และวิธีลงท้าย
รูปแบบของการขึ้นต้น หรือความนำ มีหลายประเภท
  1. ข่าว
  2. คำถาม
  3. ข้อความที่บอกเจตนาหรือจุดมุ่งหมาย
  4. สรุปใจความสำคัญของเนื้อเรื่อง
  5. ข้อความที่กระทบใจ หรือแปลกประหลาดโลดโผน
  6. เรื่องเล่า / ตำนาน / นิยาย  ฯลฯ
  7. สุภาษิต / คำพังเพย / บทประพันธ์ / คำกล่าว / อุปมาอุปไมย ฯลฯ
  8. ทักทายหรือปราศรัยกับผู้อ่าน
  9. พื้นความหลัง หรือเล่าเรื่องดั้งเดิม
  10. บทพรรณนา
  11. เกร็ดขำขัน
  12. ข้อความที่ตรงกันข้าม
ส่วนวิธีลงท้ายก็มีหลายประเภทเช่นกันคือ
  1. ตอบคำถาม (ที่ตั้งไว้)
  2. สรุปใจความสำคัญ
  3. เรียกร้องขอความร่วมมือ
  4. แสดงมติ  ความคิดเห็น  หรือความประสงค์ของผู้เขียน
  5. ใช้บทประพันธ์  สุภาษิต ฯลฯ  ลงท้าย
  6. เล่นคำ มีสัมผัสในข้อความ
  7. ใช้รูปประโยคที่สะดุดใจ (striking)

ลักษณะเฉพาะของบทความ  
                ลักษณะทั่วไปของบทความ (ไม่ใช่สารคดี) 
  1. ต้องเป็นเรื่องที่ผู้อ่านส่วนมากกำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนั้น อาจเป็นปัญหาที่คนกำลังอยากรู้ว่าจะดำเนินต่อไปอย่างไร หรือมีผลอย่างไร หรือเป็นเรื่องที่เข้ายุคเข้าสมัย
   2.  ต้องมีแก่นสาร มีสาระ อ่านแล้วได้ความรู้หรือความคิดเพิ่มเติม มิใช่เรื่องเลื่อนลอยไร้สาระ
   3. ต้องมีทัศนะ ข้อคิดเห็น ตลอดจนข้อเสนอแนะของผู้เขียนแทรกไว้ด้วย
   4. มีวิธีเขียนชวนให้อ่าน อ่านแล้วท้าทายความคิด พร้อมกันนั้นก็สนุกเพลิดเพลินจากความคิดในเชิงถกเถียงโต้แย้งนั้น
   5. เนื้อหาสาระและสำนวนภาษาเหมาะสำหรับผู้อ่านที่มีการศึกษาอยู่ในเกณฑ์ดี เพราะผู้อ่านที่มีการศึกษาน้อยจะนิยมอ่านข่าวมากกว่าบทความ
ลักษณะเด่น
  1. เป็นความเรียงร้อยแก้วที่นำเสนอข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะบนพื้นฐานของการโต้แย้งแสดงเหตุผล
  2. มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสาธารณชนในวงกว้าง และยังไม่มีข้อยุติที่จะยอมรับร่วมกัน
  3. ย่อยข้อมูลจำนวนมากมาเป็นแนวทางของการมองปัญหาอย่างชัดเจน สั้น กระชับ มีลักษณะที่ทำให้ผู้อ่านหาข้อสรุปได้
ลักษณะโดยย่อของบทความทั่วไปตามที่ควรจะเป็น
  1. น่าสนใจ
  2. ขนาดกะทัดรัด
  3. มีสาระ  มีแก่นสาร  สามารถพิสูจน์ได้
  4. ศึกษาเรื่องที่จะเขียนให้เข้าใจลึกซึ้ง  (โดยเฉพาะทางวิชาการ)
ในหนังสือพิมพ์ทั่ว ๆ ไป (ไม่ใช่นิตยสารหรือวารสาร)  บทความจะมีลักษณะดังนี้
  1. สั้นกว่าสารคดี
  2. ใช้ย่อหน้าสั้น ๆ  เพราะหน้าหนังสือพิมพ์มีที่จำกัด
  3. เขียนเพื่อผู้อ่านทั่วไป จึงเป็นเรื่องพื้น ๆ ทั่ว ๆ ไป  (แต่สารคดีเขียนเพื่อผู้อ่านเฉพาะกลุ่ม)
  4. อาจนำเรื่องเล็ก ๆ ที่คนมองข้ามมาแต่งเติมให้น่าอ่าน  ไม่ต้องอ้างอิงมาก
  5. เน้นที่ตัวเหตุการณ์
  6. นิยมคัดคำพูดหรือจดหมายของบุคคลอื่น หรือผู้ที่เป็นข่าวมาลงโดยไม่ตีความ
  7. มีการจัดระเบียบโครงเรื่องและภาษาไม่ค่อยเรียบร้อยสละสลวยเท่าสารคดี  เนื่องจากเวลาส่งต้นฉบับจำกัด

คุณสมบัติของบทความที่ดี
  1. มีข้อมูลน่าเชื่อถือ และรอบด้าน
  2. มีข้อคิดเห็นที่สมเหตุสมผล ผ่านการไตร่ตรองอย่างรอบคอบ
  3. มีข้อเสนอแนะหรือข้อยุติที่เป็นไปได้
ระดับในการแสดงความคิดเห็นมี 3 ระดับ (บทความทั่วไปอาจมีไม่ครบ 3 ระดับก็ได้)
  1. ระดับอธิบายความ ได้แก่การเสนอข้อมูล
  2. ระดับวิพากษ์วิจารณ์
  3. ระดับเสนอแนวทางแก้ปัญหา
พลังของบทความและบทวิเคราะห์อยู่ที่
  1. ความคิดที่ชัดเจน
  2. ความรู้ที่น่าเชื่อถือ
  3. ภาษาที่เหมาะสมและมีน้ำหนัก

ข้อควรคำนึงเกี่ยวกับการใช้ภาษาในบทความ
       1. ภาษาประกอบด้วยคำ ซึ่งอาจมีความหมายนัยเดียวหรือหลายนัย และอาจดิ้นได้
       2. ภาษาเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
       3. ภาษามีหลายระดับ
จึงต้องระวังภาษาให้มีคุณสมบัติดังนี้
  1. ความหมายถูกต้องตามที่คิด
  2. เข้าใจง่าย  อ่านหรือฟัง  เข้าใจสะดวก
  3. เหมาะสมแก่กาลเทศะ  ฐานะของบุคคล
  4. มีระเบียบแบบแผนถูกหลักภาษา (ต่างจากพาดหัวข่าว)
  5. มีพลังมีเสน่ห์ ให้ผลสมดังตั้งใจ
นอกจากนี้ยังต้องระวังดังนี้
  1. หลีกเลี่ยงภาษาพูด  ถ้าเขียนในหนังสือพิมพ์
  2. ไม่ควรใช้อักษรย่อ
  3. หลีกเลี่ยงคำคะนอง (slang)  ศัพท์เฉพาะกลุ่ม (jargon)  และภาษาต่างประเทศ ถ้าทำได้
  4. ถ้าเป็นบทความเชิงวิจารณ์  ควรเสนอความคิดเห็นด้วยใจเป็นกลาง  ใช้ภาษาสุภาพ ไม่ประชดประชัน
  5. ลงท้ายด้วยภาษาที่กินใจให้แง่คิด ชวนคล้อยตาม

บทบรรณาธิการ (Editorial)
              คือเรียงความหรือบทความขนาดสั้นที่บรรณาธิการ (หรือผู้ใดผู้หนึ่งในกองบรรณาธิการ)  เขียนขึ้นเพื่อแสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์หรือสถานการณ์ ในนามของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น  สะท้อนให้เห็นทิศทางของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น 
              อยู่ในหนังสือพิมพ์รายวัน  เป็นคนละอย่างกับบทบรรณาธิการ (ซึ่งจะเรียกว่า จากบรรณาธิการ บรรณาธิการแถลง ฯลฯ)  ของนิตยสารหรือวารสาร  ซึ่งจะแจ้งเนื้อหาของหนังสือเป็นส่วนใหญ่  ไม่มีการแสดงความคิดเห็น
              บทบรรณาธิการมักมีชื่อเรื่องด้วย และมีเนื้อที่อยู่ประจำทุกฉบับ (อาจอยู่ในหน้า 2 หรือ 3 หรือ 4) โดยมักมีชื่อหนังสือพิมพ์ และฉบับที่ วันที่ กำกับอยู่ข้างบน
จุดมุ่งหมายของบทบรรณาธิการ
  1. รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นที่สนใจ
  2. แสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ที่เป็นข่าว
  3. อธิบายเหตุการณ์ / สถานการณ์ที่เกิดขึ้นและเป็นที่กล่าวขวัญ
  4. ชี้ข้อบกพร่องของหน่วยงานต่าง ๆ และกระตุ้นให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน
  5. เสนอแนะวิธีปฏิบัติ
  6. คัดค้านความคิดเห็นหรือนโยบายที่ไม่เหมาะสมของหน่วยงานต่าง ๆ  โดยกล่าวในทางที่เป็นประโยชน์
  7. เปิดโอกาสให้ผู้อ่านได้วินิจฉัยหรือพิจารณา หรือวิเคราะห์เหตุการณ์ได้อย่างเป็นธรรม เป็นการกระตุ้นสติปัญญาผู้อ่าน

ลักษณะของภาษา
        ลักษณะของบทบรรณาธิการเป็นบทความเชิงวิชาการ แต่ไม่ควรใช้ศัพท์วิชาการมากเกินไป เพราะผู้อ่านคือมวลชน มีหลายระดับ ระดับความรู้ก็ต่างกัน จึงควรใช้ภาษาทางการ  หลีกเลี่ยงภาษาปาก  คำคะนอง  อักษรย่อ และคำต่างประเทศ ถ้าเป็นไปได้

ส่วนต่าง ๆ ของบทความ บทวิเคราะห์ และบทบรรณาธิการ
  1. ชื่อเรื่อง
  2. คำนำ
  3. เนื้อเรื่อง
  4. สรุป
 ค่านิยม12ประการ

     1. มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 


     2. ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน มีอุดมการณ์ในสิ่งที่ดีงามเพื่อส่วนรวม 

     3. กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ 

     4. ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษาเล่าเรียนทั้งทางตรง และทางอ้อม 
     5. รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทยอันงดงาม
     6. มีศีลธรรม รักษาความสัตย์ หวังดีต่อผู้อื่น เผื่อแผ่และแบ่งปัน
     7. เข้าใจเรียนรู้การเป็นประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ถูกต้อง
     8. มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักการเคารพผู้ใหญ่
     9. มีสติรู้ตัว รู้คิด รู้ทำ รู้ปฏิบัติตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
    10. รู้จักดำรงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รู้จักอดออมไว้ใช้เมื่อยามจำเป็น มีไว้พอกินพอใช้ ถ้าเหลือก็แจกจ่ายจำหน่าย และพร้อมที่จะขยายกิจการเมื่อมีความพร้อม เมื่อมีภูมิคุ้มกันที่ดี                                                                           
    11. มีความเข้มแข็งทั้งร่างกาย และจิตใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออ านาจฝ่ายต่ า หรือกิเลส มีความละอายเกรงกลัวต่อบาปตามหลักของศาสนา                                                                

    12. คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม และของชาติมากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง